วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

เจ็บนี้ อีกนาน

ด้วยความขี้เกียจของผมเอง ประกอบกับอาการบาดเจ็บที่รบกวนไม่หยุดหย่อน ทำให้ไม่ค่อยมีแรงจูงใจอะไรมาเขียนต่อ
เผลอแป๊บๆ เวลาผ่านมาเกือบ 2 ปี แล้วเหรอเนี่ย พร้อมกับฝีเท้าของผมที่พัฒนาแบบฮวบๆกันเลยทีเดียว

ความจริง ตอนเขียนบทความแรกนั่น ผมก็เริ่มบาดเจ็บแล้ว แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเรื้อรังได้ขนาดนี้. สาเหตุ คงโทษอะไรไม่ได้ นอกจากตัวเอง ที่พื้นฐานไม่แน่น แต่ดันโหมฝึกอย่างไม่มีหลักการ ตอนแรกผลมันก็กลับมาน่าพอใจไม่น้อย จากคนที่นั่งๆนอนๆ เอาแต่อ่านหนังสือ แทบไม่เคยเล่นกีฬาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ผมสามารถลงวิ่งระยะ 10 กิโลได้ เวลาก็ดูไม่น่าเกลียดมาก
นี่ขนาดเพิ่งหัดวิ่งนะเนี่ย ถ้าผมยิ่งซ้อมมากขึ้นล่ะ ผมลงคอร์ทล่ะ ผมเล่นcross train ด้วยหละ ....สุดท้าย ผมก็มารู้เองว่าคำตอบมันก็คืออาการบาดเจ็บเรื้อรังต่างหาก  เพราะว่าผมขาดการวางแผนที่ดี. ขาดการประมาณตัวเอง แล้วก็รีบร้อนเกินไป

แรกสุด. มันน่าจะเริ่มจากอาการ ไข้หวัด ประมาณเดือน มิถุนายน เมื่อ 2 ปีก่อน. ตอนนั้น ผมset ตารางไว้ตายตัว ต้องซ้อมอย่างน้อย 4 วันต่ออาทิตย์. ฝนตกก็ตากฝนวิ่ง รู้สึกเพลียก็ฝืนซ้อมไป ตัวรุมๆก็พักแค่วันเดียว ไม่ยอมหยุดต่อกันเกิน1 วัน สุดท้าย มันก็เลยเป็นจนวิ่งไม่ไหว ไข้สูง ไอ หอบ เสมหะเขียว คราวนั้นเลยได้พักยาวร่วม 2 อาทิตย์ แถมผมยังซ่า ไปวิ่งในวันที่ไข้พอจะลดอีก เลยไม่หายซักที

แล้วมันก็ตามมาด้วย. หลังขาดซ้อมไปนาน สมรรถภาพก็ตก วิ่งได้ไม่เร็ว ไม่ทนเท่าเก่า.  พอเดาได้ไหมครับ ว่ามือใหม่ไร้เดียงสาจะทำยังไง  ครับ.  ก็ซ้อมหนักขึ้น. นานขึ้น เพราะคิดไปเองว่า เดิมๆเรายังทำได้เท่านี้. เดี๋ยวเราก็จะได้เท่าเดิม ดีกว่าเดิมแล้ว. และสิ่งที่ตามมาจริงๆก็คือ บาดเจ็บรุนแรงและเรื้อรังถึงตอนนี้นั่นแหละครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บันทึกครั้งแรก

                     หลังจากได้ตามอ่าน blog ของหลายๆท่านมาแล้ว ก็เกิดความคิดขึ้นว่า ผมน่าจะบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการวิ่งของผม      เอาไว้ด้วย อย่างน้อยก็จะได้เตือนความจำว่า เราเคยฝ่าด่านอะไรมา บนถนนสายที่ไม่มีคนอยากเดินสายนี้

                   ตอนนี้ผมอายุ 41 ปี  เริ่มมาเข้าวงการวิ่งมาประมาณ 2ปีแล้ว  จากคนที่แทบไม่เคยเล่นกีฬาหรือออกกำลังอะไรเลย งานการก็เป็นแบบ type a ประเภทนั่งๆเดินๆซะอีก  ซึ่งก็อาจจะคล้ายๆกับหลายๆท่านที่หันมาออกกำลัง ก็เพราะอยากสุขภาพดี  ซึ่งผมว่า จุดนี้ก็อาจจะเป็นจุดนึง ที่ทำให้เสียเปรียบคนที่เคยเป็นนักกีฬา หรือ มีพื้นฐานด้านการออกกำลังมาก่อน เพราะ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าผมพัฒนาได้ช้ามาก ความทนทานก็ดูจะต่ำ มิหนำซ้ำ ออกจะบอบบางกว่าปกติ  ทำให้มีอาการบาดเจ็บมารบกวนเป็นระยะ แต่ทำไงได้ การได้เริ่มทำอะไรซักอย่างไปแล้ว ก็คงใกล้ความสำเร็จกว่าการมองดูอยู่เฉยๆ แม้หนทางมันอาจจะดูลำบากมากกว่าคนอื่นซักหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่ทำแน่ๆ นอกจากนี้ผมก็รู้สึกว่า ผมไม่ได้พยายามอยู่คนเดียว ยังมีเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์กันอีกมากมาย ในโลกใบนี้ อย่างน้อยก็เจ้าของblog หลายท่านที่ผมแอบเข้าไปติดตามอย่างต่อเนื่อง ถึงท่านจะไม่รู้จักผม แต่ผมถือว่าผมรู้จักทุกคนแล้วกันนะครับ

                 หลังจากนี้ ถ้าเวลาเอื้ออำนวย ผมก็จะทำตามธรรมเนียมที่หลายๆท่านทำไว้ คือ มาลงผลการฝึกซ้อม รวมทั้งการแข่งขันวิ่งตามงานต่างๆที่ไปร่วมมา และอาจจะแถมการบ่นการเล่าอะไรไร้สาระลงไปบ้าง อย่างน้อยถ้าได้ย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็คงจะเป็นการทบทวนให้ตัวเองได้